การเลือก เพลงเด็ก ประกอบการแสดงเด็กปฐมวัย

การเลือก เพลงเด็ก ประกอบการแสดงเด็กปฐมวัย การแสดงเด็กอนุบาลเป็นการจัดให้เด็กได้แต่งตัวสวย ๆ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง กล้าแสดงออก มึความมั่นใจในตนเอง มีความรู้สึกที่ดีกับตนเอง

โดยมีพ่อแม่ญาติพี่น้องมาร่วมแสดงความชื่นชมกับบุตรหลานมากมายแล้วก็ฝึกให้เด็กเต้น ร้องรำหรือแสดงออกตามความสามารถของเด็ก แล้วมีครูเคยคิดถึงเพลงท่ใช้ฝึกในการแสดงบ้างรึเปล่าว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรนั้นว่ามีเนื้อหาเหมาะสมกับเด็กหรืออไม่ ลองคิดดูว่าเด็กฟังเพลงกี่รอบเด็กจึงแสดงได้ดีเพลงนั้นคงเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของเด็กขนาดไหนดังนั้นเพลงที่เลือกให้เด็กควรมีเนื้อหาที่ดีเหมาะสบกับเด็ก

ดนตรีกับเด็กปฐมวัย

ดนตรีคือภาษาหนึ่งซึ่งใช้ถ่ายทอดความรู้สึก ที่ภาษาในลักษณะอื่นไม่สามารถถ่ายทอดได้ แทนที่จะเป็นคำพูดหรือท่าทาง ดนตรีใช้เสียงและจังหวะเป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้สึก โดยนัยแห่งภาษาที่คนใช้สื่อสารกัน ดนตรีจึงเป็นสิ่งที่เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้ เด็กแรกเกิดเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ ที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ แม้กระนั้นก็ตามภายในเวลาสองสามปี ให้หลังเด็กจะมีความเข้าใจภาษาที่ใช้สื่อสารและภาษาดนตรี บิดามารดาและผู้ทีใกล้ชิดจึงมีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางดนตรีได้อย่างมาก

ดนตรีนับว่าเป็นบทบาทสำคัญกับเด็กวัยนี้ ดังจะเห็นได้ว่าเวลาให้เด็กนอน บิดาหรือมารดามักร้องเพลงกล่อม เด็กอายุ 2 ปี ชอบทดลองว่ารำมะนาหรือระนาดมีเสียงอย่างไร เมื่อผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้เด็กสัมผัสกับเครื่องดนตรีเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่าสถานเลี้ยงเด็กปฐมวัย ครูผู้สอนควรมีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับดนตรีสำหรับเด็กเสมอ จึงเห็นได้ว่าดนตรีเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กวัยนี้

โดยเด็กในช่วงวัย 2 – 7 ปี จะมีพัฒนาการทางด้านดนตรี คือ มีพัฒนาการด้านจังหวะและทำนอง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้านจังหวะหรือทำนอง เด็กในวัยนี้จะทำได้ดีกว่า แต่ไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือ การตบจังหวะมักเร็วบ้างช้าบ้าง ไม่สามารถรักษาความเร็วได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่สามารถตอบสนองจังหวะที่ซับซ้อนได้เลย ด้านทำนองเด็กสามรถร้องได้ดีขึ้น แต่มักร้องเพี้ยน เนื่องจากแนวคิดเรื่องระดับเสียงยังพัฒนาไม่เต็มที่ ช่วงเสียงยังจำกัด และการับฟังยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองดนตรีเป็นกิจกรรมที่เด็กในวัยนี้ชอบมาก เพราะเป็นวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีพลังงานมาก การนั่งเฉย ๆ หรือ ฟังเป็นเวลานาน ๆ จึงไม่ค่อยเหมาะกับเด็กในวัยนี้ จะเป็นการดีถ้าเด็กได้ชมการแสดงดนตรีสด เพราะจะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจ และฟังเพลงได้นานขึ้น เด็กในวัยนี้เริ่มเคาะและทำจังหวะ ถ้ามีเครื่องเล่นประกอบจังหวะให้เล่น เด็กในวัยนี้จะชอบมาก การตอบสนองเกี่ยวกับเสียงประสานยังไม่มีในเด็กวัยนี้ แต่สามารถรับรู้เสียงประสานได้ เด็กในวัยนี้เริ่มมีความสามารถด้านการตอบสนองทางดนตรีเกี่ยวกับความเร็ว ช้า ของจังหวะและความดังค่อยของเสียง

จะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางดนตรีของเด็กจัดเป็นพัฒนาด้านหนึ่งของเด็ก ดังนั้นเป็นการสมควรที่บิดา มารดาควรให้ความสนใจในการส่งเสริมพัฒนาการด้านดนตรีของเด็ก โดยทั่วไปบิดา มารดาหรือผู้ดูแลเด็กในวัยนี้ มักใช้ดนตรีเพื่อสนองจุดมุ่งหมายต่าง ๆ กันออกไป เช่น ใช้กล่อมเด็กให้นอน ใช้ในการทำให้บรรยากาศของการรับประทานอาหารดีขึ้น ใช้ในการฉลองวันเกิด หรืองานอื่น ๆ ใช้ในการทำให้บรรยากาศการเรียนหนังสือสนุกสนาน ใช้ในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการเคลื่อนไหว หรือเข้าจังหวะประกอบเพลง ใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานของกล้ามเนื้อ ใช้ในการพัฒนาทักษะการเข้ากลุ่มหรือด้านสังคม และใช้ในแนวคิดทางดนตรี เช่น ช้า – เร็ว สูง – ต่ำ ดัง- ค่อย เป็นต้น ถ้าจะกล่าวถึงคุณค่าของดนตรีที่มีต่อเด็กวัยนี้พอสรุปได้ดังนี้ (ณรุทธ์ สุทธจิต, 2541)

ประการแรก ดนตรีช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็ก ดนตรีเป็นตัวกระตุ้นเด็กเกิดการคิดค้นทดลองและแสดงออกโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ

ประการที่สอง ดนตรีช่วยพัฒนาด้านการตอบสนองทางอารมณ์ของเด็ก เนื่องจากประสบการณ์ดนตรีเร้าให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์

ประการที่สาม ดนตรีช่วยพัฒนาด้านปัญญา โดยเหตุที่ดนตรีเป็นสื่อที่ทำให้เด็กคิดและทำความเข้าใจกับเรื่องของเสียง และช่วยพัฒนาด้านการรับรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงแนวคิดต่าง ๆ

ประการที่สี่ ดนตรีช่วยพัฒนาการด้านภาษา เมื่อเด็กชอบและต้องการร้องเพลง การเรียนรู้ทางด้านภาจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่เด็กต้องเรียนรู้ไปด้วย นอกจากนี้เด็กยังใช้ภาษาเป็นสื่อในการอธิบายความรู้สึกต่อดนตรี ซึ่งทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษามากยิ่งขึ้นด้วย

ประการที่ห้า ดนตรีช่วยพัฒนาการด้านร่างกาย เนื่องด้วยประสบการณ์ทางดนตรีเกี่ยวกับการร้องเพลงร้องเพลง การเล่นเครื่องดนตรี การเข้าจังหวะ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อต่าง ๆ ดีขึ้น

ประการที่หก ดนตรีช่วยพัฒนาความเป็นเอกัตบุคคล เนื่องด้วยประสบการณ์ทางดนตรีช่วยให้เด็กรู้จักและเข้าถึงความรู้สึก ความสามารถของตนเอง และยังช่วยให้เด็กเข้าใจเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมของตนด้วย

ประการสุดท้าย ซึ่งเป็นประการที่สำคัญที่สุด คือ ดนตรีซึ่งเป็นโสตศิลป์ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านสุนทรีย์ต่อองค์ประกอบดนตรี เช่น ทำนอง จังหวะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้ซึ้งถึงความสวยงามความเต็มอิ่มในอารมณ์และความงอกงามทางการรับรู้ สิ่งเหล่านี้มักจะถูกละเลยในการให้การศึกษาทั่วไปกับเด็ก การที่เด็กมีประสบการณ์ทางดนตรีช่วยเติมความรู้สึก และความต้องการของเด็กให้เต็ม ซึ่งทำให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ มีจิตใจเจริญงอกงามละเอียดอ่อนควบคู่ไปกับความคิดความอ่านทางวิชาการด้านอื่น ๆไปด้วย